| |
| สรุปข้อมูลการดำเนินโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดี |
1. ผลการจัดโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดี ปี 2549 – 2552 สรุปได้ ดังนี้
ปีที่จัด
ไกล่เกลี่ย |
จำนวนผู้กู้ยืมที่ถูก
บอกเลิกสัญญา
(ราย/ทั่วประเทศ) |
จำนวนจังหวัด
ที่จัดไกล่เกลี่ย |
จำนวนผู้กู้ยืมที่เจรจา
ไกล่เกลี่ยสำเร็จ (ราย) |
ทุนทรัพย์ที่เจรจา
ไกล่เกลี่ยสำเร็จ
(บาท) |
สรุปยอดผู้กู้ยืมที่
ฟ้องร้องแต่ละปี
(คดี) |
| 2549 |
68,713 |
7 |
1,260 |
75,908,123.84 |
41,639 |
| 2550 |
146,610 |
14 |
3,556 |
476,918,170.84 |
68,962 |
| 2551 |
140,459 |
11 |
11,441 |
1,141,421,567.13 |
105,597 |
| 2552 |
148,613 |
27 |
30,632 |
3,258,796,087.63 |
88,809 |
2. จังหวัดที่จัดโครงการไกล่เกลี่ยฯ ปี 2552 จำนวน 27 จังหวัด ระหว่างเดือนตุลาคม 2551 – มีนาคม 2552 ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน พิษณุโลก นครสวรรค์ อุบลราชธานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชลบุรี นครนายก และกรุงเทพมหานคร
3. ผลการดำเนินการจัดโครงการไกล่เกลี่ยฯ ปี 2552 มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 39,191 ราย คิดเป็นร้อยละ 41.36 ของผู้ถูกบอกเลิกสัญญาจำนวน 94,752 ราย ใน 27 จังหวัดที่จัดโครงการ มีจำนวนผู้ที่ไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ 8,860 ราย ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 30,632 รายคิดเป็นทุนทรัพย์ที่ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 3,258,796,087.63 บาท
4. การจัดโครงการไกล่เกลี่ยฯ ปี 2553 จำนวน 36 จังหวัดระหว่างเดือนตุลาคม 2552 – มีนาคม 2553 ได้แก่ 27 จังหวัดเดิม จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน พิษณุโลก นครสวรรค์ อุบลราชธานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชลบุรี นครนายก กรุงเทพมหานคร และเพิ่มอีก 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย มุกดาหาร กำแพงเพชร ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ตรัง ลพบุรี ระยอง และนครปฐม เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเดินทางเข้าร่วมโครงการได้สะดวกขึ้น คาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของผู้ที่ถูกบอกเลิกสัญญาจำนวน 161,739 ราย หรือประมาณ 40,000 ราย
5. โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือด้วยดีจากศาลเนื่องจากเห็นว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อผู้กู้ยืม คือ ไม่ต้องถูกดำเนินคดี อีกทั้งเป็นนโยบายของศาลที่จะลดข้อพิพาทสู่ศาล ซึ่งข้อดีของโครงการดังกล่าว ทำให้มีปริมาณคดีสู่ศาลน้อยลง ลดค่าใช้จ่ายของกองทุนฯ ในการดำเนินคดี และผู้กู้ยืมไม่ถูกฟ้องและได้รับส่วนลดของเบี้ยปรับ และไม่ต้องเสียค่าทนายความ
6. ปัจจัยที่ทำให้โครงการประสบผลสำเร็จ คือ ความร่วมมือระหว่าง สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ศาลแขวง ศาลจังหวัดต่าง ๆ สถานศึกษา กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และบมจ.ธนาคารกรุงไทย
โครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดี
ประจำปีงบประมาณ 2553 |
1. ชื่อโครงการ โครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดี ผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้รุ่น 2542-2548
2. ฝ่ายที่รับผิดชอบโครงการ
โครงการจัดตั้งฝ่ายบริหารหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
3. หลักการและเหตุผล
กองทุนฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลผู้กู้ยืมที่ถึงกำหนดชำระหนี้รุ่นปี 2542 - 2548 ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ปรากฏว่า มีผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ 5 งวด ประมาณ 160,000 ราย ที่ต้องทำหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา หากผู้กู้ยืมดังกล่าวยังไม่ชำระหนี้ กองทุนฯ ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคาดว่าจะมีการดำเนินคดีกับผู้กู้ยืมในปี 2553 ประมาณ 130,000 ราย ซึ่งหากมีการนำคดีจำนวนดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาล จะทำให้กองทุนฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,040,000,000 บาท แต่ถ้าได้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนดำเนินคดีในจังหวัดต่าง ๆ จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไปได้มาก กองทุนฯ เห็นว่าควรจัดให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนถูกดำเนินคดีใน 36 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดเลย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดหนองคาย จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดน่าน จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดพังงา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง จังหวัดสงขลา จังหวัดนครปฐม จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และกรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าการจัดทำโครงการไกล่เกลี่ยในปีนี้ จะมีผู้กู้ยืมที่จะถูกฟ้องคดีมาเจรจาไกล่เกลี่ยสำเร็จไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของผู้กู้ยืมที่จะถูกบอกเลิกสัญญาในปี 2552 รวมเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 ราย ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีได้ประมาณ 400,000,000 บาท
โครงการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีสำหรับผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้รุ่นปี 2542 - 2548 ใน 36 จังหวัดดังกล่าว จะเริ่มดำเนินการในระหว่างเดือนตุลาคม 2552 - เดือนมีนาคม 2553 โดยกองทุนฯ จะร่วมกับสำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ศาลในแต่ละจังหวัด และสถาบันการศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ จัดทำโครงการดังกล่าว ซึ่งจะนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้จำนวน 5 งวดขึ้นไป เพื่อให้ผ่อนชำระหนี้กับกองทุนฯ ใน 2 กรณี คือทำคำรับรองขอชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมด และทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล หากไม่มาดำเนินการดังกล่าวจะมีการดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้ในการจัดทำโครงการดังกล่าว จะมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุน กรอ. ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในการชำระหนี้คืนกองทุนฯ ให้กับนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมในสถานศึกษาต่าง ๆ ด้วย
4. วัตถุประสงค์
4.1 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันที่จะถูกดำเนินคดีในปี 2552 มาติดต่อเพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระ หรือผ่อนชำระหนี้ต่อไป
4.2 เพื่อลดปริมาณคดีที่จะฟ้องคดีในศาลและลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีกับผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน
4.3 เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกองทุนฯ และสร้างจิตสำนึกในการชำระหนี้ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ
5. กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียน นักศึกษา ผู้ค้ำประกัน ที่ครบกำหนดชำระหนี้รุ่นปี 2542 - 2548 ที่จะถูกดำเนินคดีในปี 2552
6. สถานที่ และระยะเวลาในการดำเนินโครงการ
จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดเลย จังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร จังหวัดหนองคาย จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดน่าน จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดพังงา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง จังหวัดสงขลา จังหวัดนครปฐม จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และกรุงเทพมหานคร รวม 36 จังหวัด ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 - เดือนมีนาคม 2553
7. วิธีดำเนินการ
7.1 ดำเนินการเผยแพร่หลักเกณฑ์ กฎระเบียบ และวิธีปฏิบัติในการกู้ยืมเงินและการชำระหนี้กองทุนฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกในการชำระหนี้เงินกู้ยืมคืนกองทุนฯ โดยทำการจัดบอร์ดประชาสัมพันธ์ และแจกเอกสารเผยแพร่
7.2 จัดทำโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับผู้กู้ยืมเงินกองทุนฯ ที่จะถูกดำเนินคดีในปี 2552 โดยมีกระบวนการดังต่อไปนี้
7.2.1 สรุปข้อมูลหนี้ที่ค้างชำระและจำนวนของผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ รุ่นปี 2542 - 2548
7.2.2 ประสานงานกับสถานศึกษา ศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่จะจัดทำโครงการไกล่เกลี่ยเพื่อขอความร่วมมือในการขอใช้สถานที่และเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษา และศาลในจังหวัดที่จัดโครงการ
7.2.3 จัดทำและจัดส่งหนังสือแจ้งผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ให้ไปดำเนินการไกล่เกลี่ยตามวัน เวลา และสถานที่ ที่กำหนด
7.2.4 จัดเตรียมเอกสารในการจัดทำโครงการไกล่เกลี่ยฯ เช่น สัญญาประนีประนอมยอมความ คำรับรองชำระหนี้ที่ค้างชำระ หนังสือมอบอำนาจ เป็นต้น
7.2.5 ดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ร่วมกับอาสาสมัครไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชนหรือผู้ประนีประนอมในศาล
7.2.6 จัดทำสัญญารับสภาพหนี้หรือสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้กู้ยืมที่ตกลงผ่อนผันการชำระหนี้กับกองทุนฯ
8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
8.1 จะมีผู้เข้าร่วมโครงการไกล่เกลี่ย โดยมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและทำคำรับรองผ่อนชำระหนี้ เป็นจำนวนประมาณ 36,000 ราย และจะมีการผ่อนชำระหนี้คืนกองทุนฯ
8.2 ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีกับผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน ไม่น้อยกว่า 400,000,000 บาท
8.3 ผู้กู้ยืม ผู้ค้ำประกันและบุคคลอื่น ๆ จะได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานกองทุนฯ และกระบวนการในการชำระหนี้เงินกู้ยืมเพิ่มมากขึ้น
|
กำหนดการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี ปีงบประมาณ 2553
ช่วงเวลาเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ 08.30 - 16.30 น. ใน 36 จังหวัด
|
**** เอกสารที่ผู้กู้ยืม/ผู้ค้ำประกันต้องนำมายื่นในวันและเวลาดังกล่าว ****
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ
2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ/นามสกุล
3. สำเนาใบทะเบียนสมรส
4. สำเนาใบมรณบัตร
5. หนังสือรับรองเงินเดือนกรณีเปลี่ยนผู้ค้ำประกัน
**** กรณีผู้กู้ยืม/ผู้ค้ำประกันไม่สามารถไปตามวันและเวลาดังกล่าว ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่บรรลุนิติภาวะไปแทน พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุของผู้มอบ และผู้รับมอบอำนาจ ****
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
| ลำดับที่ |
สถานที่จัดงาน |
วันที่จัดงาน |
| 1 |
ศาลแขวงขอนแก่น |
27 - 30 ตุลาคม 2552 |
| 2 |
ศาลจังหวัดนครราชสีมา |
28 - 31 ตุลาคม 2552 |
| 3 |
ศาลจังหวัดมหาสารคาม |
1 - 3 พฤศจิกายน 2552 |
| 4 |
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ |
2 - 4 พฤศจิกายน 2552 |
| 5 |
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด |
5 - 7 พฤศจิกายน 2552 |
| 6 |
วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ |
6 - 8 พฤศจิกายน 2552 |
| 7 |
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี |
9 - 11 พฤศจิกายน 2552 |
| 8 |
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ |
10 - 13 พฤศจิกายน 2552 |
| 9 |
ศาลจังหวัดเลย |
18 - 19 พฤศจิกายน 2552 |
| 10 |
เขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 ชัยภูมิ |
19 - 20 พฤศจิกายน 2552 |
| 11 |
ศาลแขวงอุดรธานี |
21 - 23 พฤศจิกายน 2552 |
| 12 |
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ |
22 - 24 พฤศจิกายน 2552 |
| 13 |
ศาลจังหวัดสกลนคร |
25 - 26 พฤศจิกายน 2552 |
| 14 |
ศาลจังหวัดมุกดาหาร |
26 - 27 พฤศจิกายน 2552 |
| 15 |
ศาลจังหวัดหนองคาย |
28 - 29 พฤศจิกายน 2552 |
| 16 |
ศาลจังหวัดนครพนม |
29 - 30 พฤศจิกายน 2552 |
ภาคเหนือ
| ลำดับที่ |
สถานที่จัดงาน |
วันที่จัดงาน |
| 17 |
ศาลแขวงเชียงใหม่ |
6 - 9 ธันวาคม 2552 |
| 18 |
ศาลจังหวัดเชียงราย |
11 - 13 ธันวาคม 2552 |
| 19 |
ศาลแขวงลำปาง |
15 - 17 ธันวาคม 2552 |
| 20 |
ศาลจังหวัดน่าน |
19 - 20 ธันวาคม 2552 |
| 21 |
ศาลแขวงนครสวรรค์ |
18 - 20 มกราคม 2553 |
| 22 |
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร |
22 - 23 มกราคม 2553 |
| 23 |
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ |
25 - 26 มกราคม 2553 |
| 24 |
ศาลแขวงพิษณุโลก |
28 - 30 มกราคม 2553 |
ภาคใต้
| ลำดับที่ |
สถานที่จัดงาน |
วันที่จัดงาน |
| 25 |
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ |
17 - 18 มกราคม 2553 |
| 26 |
ศาลจังหวัดพังงา |
20 - 21 มกราคม 2553 |
| 27 |
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี |
23 - 25 มกราคม 2553 |
| 28 |
ศาลแขวงสงขลา |
28 - 30 มกราคม 2553 |
| 29 |
ศาลจังหวัดตรัง |
1 - 2 กุมภาพันธ์ 2553 |
| 30 |
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช |
4 - 7 กุมภาพันธ์ 2553 |
ภาคกลางและภาคตะวันออก
| ลำดับที่ |
สถานที่จัดงาน |
วันที่จัดงาน |
| 31 |
ศาลแขวงลพบุรี |
8 - 9 กุมภาพันธ์ 2553 |
| 32 |
ศาลจังหวัดนครนายก |
11 - 12 กุมภาพันธ์ 2553 |
| 33 |
ศาลแขวงชลบุรี |
14 - 16 กุมภาพันธ์ 2553 |
| 34 |
ศาลจังหวัดระยอง |
18 - 19 กุมภาพันธ์ 2553 |
| 35 |
ศาลจังหวัดนครปฐม |
21 - 22 กุมภาพันธ์ 2553 |
| 36 |
ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก |
2 - 6 มีนาคม 2553 |
| หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี |
1. ผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นผู้ที่มีหนี้ค้างชำระตั้งแต่ 5 งวดขึ้นไป และจะต้องถูกดำเนินคดีในปี 2553 เท่านั้น
2. ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันต้องเข้าร่วมโครงการด้วยตนเอง ในกรณีที่ผู้กู้ และ/หรือผู้ค้ำประกันไม่สามารถมาด้วยตนเองได้ ให้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่บรรลุนิติภาวะมาทำแทนได้
3. ในกรณีที่ผู้ค้ำประกันเสียชีวิต ให้นำสำเนาใบมรณะบัตรของผู้ค้ำประกันมาแสดงด้วย หรือกรณีผู้ค้ำประกันไม่สามารถติดต่อได้ ให้ผู้กู้ยืมจัดหาผู้ค้ำประกันรายใหม่มาแทนโดยต้องเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มีอาชีพและรายได้ที่แน่นอน โดยให้นำหลักฐานการรับเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนของผู้ค้ำประกันคนใหม่มาด้วย
4. ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องนำหลักฐาน ดังต่อไปนี้มาแสดง
4.1 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้กู้และผู้ค้ำประกันพร้อม
4.2 หนังสือมอบอำนาจในกรณีที่ผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาแทน พร้อมด้วยสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
4.3 ใบมรณะบัตรหรือหนังสือรับรองเงินเดือน กรณีผู้ค้ำประกันเสียชีวิตหรือเปลี่ยนผู้ค้ำประกันใหม่
5. ผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมโครงการฯจะได้รับสิทธิพิเศษในการลดเบี้ยปรับ ในกรณีดังต่อไปนี้
5.1 ลดเบี้ยปรับให้ในอัตราร้อยละ 80 กรณีผู้กู้ยืมชำระหนี้เงินกู้ยืมทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ (ปิดบัญชี)
5.2 ลดเบี้ยปรับให้ในอัตราร้อยละ 50 กรณีทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อผ่อนชำระเป็นรายเดือน
6. ผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งได้ทำสัญญาชำระหนี้ทั้งหมด จะต้องทำการชำระหนี้ครั้งเดียวภายในวันที่ 31 มีนาคม 2553 มิฉะนั้น กองทุนฯ จะถือว่าผิดสัญญาและจะไม่ได้สิทธิในการลดเบี้ยปรับ
7. ผู้กู้ยืมที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้กู้ยืมต้องทำสัญญาชำระหนี้เงินกู้ยืมทั้งหมดตามสัญญา พร้อมด้วยดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่คำนวณถึงวันที่ทำสัญญา โดยถือเป็นทุนทรัพย์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
8. ผู้กู้ยืมที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต้องชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนฯ เป็นรายเดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือนทุกเดือน ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา โดยแจ้งเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของผู้กู้ยืม ตามอัตราที่กองทุนฯ กำหนด ภายในระยะเวลาไม่เกิน 9 ปี โดยผู้กู้ยืมต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปีของต้นเงินที่ทำสัญญากู้ยืม และหากผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของหนี้ที่ค้างชำระในแต่ละงวด
9. หากผู้กู้ยืมที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อใดข้อหนึ่งให้กองทุนฯ สามารถดำเนินคดีโดยไม่ต้องมีหนังสือแจ้งเตือนอีก
| ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดี |
ขั้นตอนที่ 1 ผู้กู้ยืมแจ้งเลขบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อลงทะเบียนรับใบคำขอไกล่เกลี่ย
ขั้นตอนที่ 2 ผู้กู้ยืมรอเรียกลำดับคิวไกล่เกลี่ย
ขั้นตอนที่ 3 ผู้กู้ยืมเจรจาไกล่เกลี่ยพร้อมตรวจสอบหลักฐานการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือเลือกทำคำ
รับรองแล้วแต่กรณีกับเจ้าหน้าที่กองทุนฯ และเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยของศาล
ขั้นตอนที่ 4 ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือคำรับรองแล้วแต่ละกรณี
ขั้นตอนที่ 5 ผู้กู้ยืมรับสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือสำเนาคำรับรองกลับแล้วแต่กรณี
หมายเหตุ หากมีข้อสงสัยประการใดติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 0 2643 2216 ,0 2610 4888 ต่อ 856 และ 878
|
|