การพิจารณาคัดเลือกผู้กู้ยืมเงิน

การพิจารณาคัดเลือกผู้กู้ยืมเงิน

ให้คณะกรรมการพิจารณาการให้กู้ยืมเงินประจำสถานศึกษาคัดเลือกผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
2. เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ดังนี้
ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ หมายความว่า ผู้ที่มีรายได้ต่อครอบครัวไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี รายได้ต่อครอบครัวพิจารณาตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  (ก) รายได้รวมของผู้ขอกู้ยืม รวมกับรายได้ของบิดามารดา (กรณีที่บิดา มารดาเป็นผู้ปกครอง)
  (ข)  รายได้รวมของผู้ขอกู้ยืม รวมกับรายได้ของผู้ปกครอง (กรณีที่ผู้ปกครองมิใช่บิดา มารดา)
  (ค) รายได้รวมของผู้ขอกู้ยืม รวมกับรายได้ของคู่สมรส (กรณีที่ผู้ขอกู้ยืมได้ทำการสมรสแล้ว)
3. ต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษากำหนด ดังนี้
  3.1 เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบหรือประกาศการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในโรงเรียน สถานศึกษา หรือสถาบันการศึกษา ที่อยู่ในสังกัด ควบคุมหรือกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
  3.2 เป็นผู้มีผลการเรียนที่มีผลคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดการศึกษา (GPAX) หรือคะแนนเฉลี่ยสะสมหนึ่งปีการศึกษาก่อนหน้าปีที่จะขอกู้ยืม ไม่ต่ำกว่า 2.00 สำหรับผู้ขอกู้ยืมเงินแต่ละกลุ่ม ดังต่อไปนี้
    3.2.1 กรณีเป็นผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ หรือเป็นผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อนุปริญญาหรือปริญญาตรี
    3.2.2 กรณีเป็นผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเลื่อนชั้นปีทุกระดับการศึกษา
  3.3 เป็นผู้มีความประพฤติดี ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษาขั้นร้ายแรง หรือไม่เป็นผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสีย เช่น หมกมุ่นในการพนัน เสพยาเสพติดให้โทษ ดื่มสุราเป็นอาจิณหรือเที่ยวเตร่ในสถานบันเทิงเริงรมย์เป็นอาจิณ เป็นต้น
  3.4 เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะในระหว่างปีการศึกษาก่อนหน้าปีการศึกษาที่จะขอกู้ยืม โดยมีหลักฐานการเข้าร่วมโครงการ/กิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะที่น่าเชื่อถือ ตามจำนวนชั่วโมงที่กำหนดสำหรับผู้ขอกู้ยืมเงินแต่ละกลุ่ม ดังต่อไปนี้
    3.4.1 กรณีเป็นผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ หรือเป็นผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษา ที่ศึกษาในระดับอนุปริญญาหรือปริญญาตรี ไม่กำหนดจำนวนชั่วโมง
    3.4.2 กรณีเป็นผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเลื่อนชั้นปีทุกระดับการศึกษาไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมง การทำประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะ หมายถึง การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคมหรือประเทศชาติในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อช่วยขัดเกลาจิตใจให้มีความเมตตากรุณา มีความเสียสละ และมีจิตสาธารณะเพื่อช่วยสร้างสรรค์สังคมหรือสาธารณะให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งจะต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและไม่ได้รับค่าตอบแทนในลักษณะการจ้าง
  3.5 ต้องมีอายุในขณะที่ขอกู้ โดยเมื่อนับรวมกันระยะเวลาปลอดหนี้ 2 (สอง) ปี และระยะเวลาผ่อนชำระอีก 15 (สิบห้า) ปี รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60 (หกสิบ) ปี
  3.6 ไม่เคยเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาใดๆ มาก่อน
  3.7 ไม่เป็นผู้ปฏิบัติงานและรับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนในลักษณะเต็มเวลา
  3.8 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
  3.9 ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
 
     กรณีที่ผู้ขอกู้ยืมรายใดเคยกู้ยืมเงินกองทุน กยศ.หรือกองทุน กรอ. มาแล้ว แต่ผิดนัดชำระหนี้ และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดี และ/หรือเคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมาแล้ว ผู้ขอกู้ยืมรายนั้นสามารถกู้ยืมเงินกองทุนต่อไป หากได้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมต้องชำระหนี้ปิดบัญชีพร้อมทำหนังสือแจ้งให้กองทุนทราบภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 หากพ้นกำหนดจะไม่สามารถกู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2559 โดยให้จัดส่งหนังสือพร้อมเอกสารการชำระหนี้ได้ทั้งทางโทรสาร 0-2016-4800 และส่งทางไปรษณีย์
     การพิจารณาคัดเลือกผู้กู้ยืมเงินรายเก่า สถานศึกษาต้องดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและสัมภาษณ์ผู้กู้ยืมเงินทุกครั้ง เมื่อได้ผู้กู้ยืมเงินมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วให้พิจารณาจากความขาดแคลนทุนทรัพย์ สาขาวิชาที่ศึกษา ผลการเรียนและความประพฤติของผู้กู้ยืม
     การพิจารณาคัดเลือกผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ กรณีเงินที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอที่จะให้กู้ยืมเงิน ให้พิจารณาจากความขาดแคลนทุนทรัพย์ของผู้ขอกู้ยืมเงินและเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาที่อยู่ในเขตของสถานศึกษา โดยให้คำนึงถึงผู้ที่มีคุณสมบัติและเคยขอกู้ยืมเงินกองทุนในปีการศึกษาที่ผ่านมาของสถานศึกษานั้น แต่ไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมเงิน
 
.