Secondary

Languages

คำถามที่พบบ่อย

  1. กองทุนส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากู้ยืม ให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันทราบ  และขอให้มีการชำระหนี้ หากผู้กู้ยืมไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงจะส่งรายชื่อให้บมจ.ธนาคารกรุงไทยดำเนินคดี
  2. บมจ.ธนาคารกรุงไทย ดำเนินการฟ้องคดีกับผู้กู้ยืม และผู้ค้ำประกันตามสัญญากู้ยืมเงิน (ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจะได้รับหมายศาล)
  3. เมื่อศาลมีหมายนัด ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันต้องไปตามนัด โดยในวันนัดจะมีการไกล่เกลี่ยประนีประนอม
  4. ศาลพิพากษา  เมื่อศาลมีคำพิพากษา ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น

หากยังไม่มีการชำระหนี้ตามคำพิพากษา  กองทุนจะส่งคำบังคับให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน  และจะทำการยึดทรัพย์ตามกฎหมายต่อไป

ดอกเบี้ย/ประโยชน์อื่นใด คิดจากยอดเงินต้นคงเหลือทั้งหมดในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 15 ปี
เบี้ยปรับ/ค่าธรรมเนียมจัดการกรณีผิดนัดชำระหนี้ คิดจากยอดเงินที่ผู้กู้ยืมค้างชำระในแต่ละปี ดังนี้

  • 12% ต่อปี ในกรณีที่ค้างชำระไม่เกิน 1 ปี (ร้อยละ 1/เดือน)
  • 18% ต่อปี ในกรณีที่ค้างชำระเกิน 1 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 1.5/เดือน)

สามารถทำได้ โดยจำนวนเงินที่เกินยอดหนี้ที่ต้องชำระในแต่ละงวด ระบบจะนำไปลดยอดเงินต้น แต่ไม่ได้นำไปลดยอดเงินที่ต้องชำระในงวดต่อไป กล่าวคือ ผู้กู้ยืมยังคงมีหน้าที่ต้องชำระเงินในงวดต่อไปเต็มตามจำนวนที่กำหนดในตารางผ่อนชำระหนี้ แต่เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปลดยอดเงินต้นในงวดสุดท้ายที่ผู้กู้ยืมจะต้องชำระ

ผู้กู้ต้องชำระยอดหนี้ให้เป็นปัจจุบัน และยอดหนี้ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือตามสัญญาไกล่เกลี่ย

  1. กรอกข้อมูลแจ้งความประสงค์ในแบบฟอร์ม กยศ.108 ดาวน์โหลดจาก Web site กองทุน
  2. สำเนาบัตรประชาชน (ลงรายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง)
  3. สำเนาสมุดบัญชีธนาคารกรุงไทยหน้าแรก (ลงรายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้อง)

ส่งเอกสารไปที่ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ เบอร์แฟกซ์ 0 2256 8198 ยืนยันแฟกซ์ โทร. 0 2208 8699
หรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ฝ่ายบริหารโครงการภาครัฐ เลขที่ 10 อาคารสุขุมวิท ชั้น 14  ถ.สุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กทม.10110

ต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ มีความสามารถในการทำนิติกรรม และมีความประสงค์จะรับผิดชอบชำระหนี้แทนผู้กู้ยืมหากผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้
หรือค้ำประกัน โดยบิดา มารดา หรือผู้ปกครองของผู้กู้ยืม

1. ช่วงก่อนวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 หากผู้กู้ยืมไม่แน่ใจว่าคดีถึงชั้นศาลหรือไม่ ให้แนะนำผู้กู้ยืมติดต่อบริษัท กรุงไทยกฎหมาย จำกัด (KTB LAW) หมายเลขโทรศัพท์ 02 0968800 และ 02 0968950-4 วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 น.-17.30 น.)

2. ช่วงเวลาที่ทนายความยังไม่ได้นำคดีไปยื่นฟ้องศาล ผู้กู้ยืมสามารถระงับฟ้องโดยจะต้องชำระหนี้ ปิดบัญชีให้เสร็จสิ้น (Pay Off) ก่อนที่ทนายความจะยื่นฟ้องศาล และส่งแฟกซ์เอกสารชำระหนี้ปิดบัญชีไปให้สำนักงานทนายความ หรือบริษัท กรุงไทยกฎหมาย จำกัด (KTB LAW) หมายเลขแฟกซ์ 02-261 3811 และ 02-6618966

3. ช่วงเวลาที่คดีถึงชั้นศาลแล้ว (ทนายความยื่นฟ้องต่อศาล) ผู้กู้ยืมสามารถถอนฟ้องได้ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา โดยจะต้องชำระหนี้ปิดบัญชีให้เสร็จสิ้น (Pay Off) รวมทั้งชำระค่าทนายความจำนวน 5,500 บาทด้วย และส่งแฟกซ์เอกสารชำระหนี้และชำระค่าทนายความ ไปให้สำนักงานทนายความหรือส่ง บริษัทกรุงไทยกฎหมาย จำกัด (KTB LAW) หมายเลขแฟกซ์ 02-2613811 และ 02-6618966 หมายเลขโทรศัพท์ 02-0968950 หากผู้กู้ยืมไม่ติดต่อระงับฟ้องหรือถอนฟ้อง ขั้นตอนต่อไปจะเข้ากระบวนการพิพากษา ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

  1. หากผู้กู้ยืมไปขึ้นศาล จะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความผ่อนชำระเป็นรายเดือน 9 ปี (108 งวด) เรียกว่า "การพิพากษาตามสัญญายอม"
  1. หากผู้กู้ยืมไม่ไปขึ้นศาล ศาลจะมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว เรียกว่า "การพิพากษาฝ่ายเดียว"

4. หากผู้กู้ยืมได้ชำระหนี้ปิดบัญชีแล้ว (Pay Off) แต่ไม่ได้ติดต่อทนายความหรือ บริษัท กรุงไทยกฎหมาย จำกัด (KTB LAW) และผู้กู้ยืมยังได้รับหมายศาล แนะนำให้ผู้กู้ยืมไปศาลตามนัด โดยนำเอกสารหลักฐานการชำระหนี้ปิดบัญชีไปแถลงต่อศาล และขอให้ศาลพิจารณาลดหย่อนค่าทนายความ

 

กรณีที่ผู้กู้ยืมได้รับคำบังคับจากศาล เนื่องจากผู้กู้ยืมไม่ได้ชำระหนี้จนถูกดำเนินคดีต่อศาล และไม่ได้ไปตามที่ศาลนัด ทำให้ศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมทั้งดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ผิดนัด ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสั่งซึ่งรวมถึงค่าทนายความด้วย (โดยชำระหนี้ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา)

  1. ผู้กู้ยืมเงินที่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้วเป็นเวลา 2 ปี นับจากปีที่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกศึกษา (ครบระยะเวลาปลอดหนี้)
  2. กรณีผู้กู้ยืมเงินที่ไม่กู้ต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ปี และไม่แจ้งสถานภาพให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมทราบจะถือว่าเป็นผู้ครบกำหนดชำระหนี้ และมีหน้าที่ต้องชำระหนี้คืนกองทุน

ปัจจุบันนายจ้างสามารถประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ พ.ร.บ. กยศ. 2560 ให้บุคลากรและพนักงานใหม่ที่เป็นผู้กู้ยืม รับทราบว่าจะมีการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ กยศ.
หากพบว่ามีบุคลากรที่ค้างชำระหนี้ กยศ. ควรแจ้งให้ชำระหนี้ให้เป็นปกติ เนื่องจากจะทำให้นายจ้างหักเงินเดือนเพื่อนำส่งได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

กองทุนจะรวบรวมรายชื่อผู้ค้างชำระหนี้ ตั้งแต่ 4 ปี (5 งวด) ขึ้นไป เพื่อบอกเลิกสัญญากู้ยืม และส่งให้ บมจ.ธนาคารกรุงไทยดำเนินการฟ้องคดี หากในระหว่างนี้ ผู้กู้ยืมมีการชำระหนี้เป็นปัจจุบัน ก็จะสามารถถอดรายชื่อออกจาการถูกดำเนินคดีได้

นายจ้างต้องยื่นแบบทาง Internet นำส่งผ่านระบบสารสนเทศของกรมสรรพากร ภายในระยะเวลาการนำส่งภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

          ผู้กู้ยืมจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งที่เกี่ยวกับกองทุนที่ได้ออกใช้บังคับอยู่แล้วก่อนในวันทำสัญญานี้ และที่จะได้ออกใช้บังคับต่อไปในภายหน้า ให้ถือว่ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ด้วย (ตามข้อ 12  ของสัญญากู้ยืมเงิน กยศ.)  ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือน

อย่างไรก็ตาม นายจ้างสามารถหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนได้ตามที่กองทุนแจ้งให้ทราบ เนื่องจากเป็นการหักเพื่อชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา 76 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นอกจากนั้น ยังมีมาตรา 119 (2) ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ระบุว่า กรณีที่พนักงานหรือลูกจ้างทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย กฎหมายให้อำนาจนายจ้างสามารถเลิกจ้างได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

กองทุนจะระงับการเรียกให้ชำระหนี้ กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินพิการหรือทุพพลภาพ จนไม่สามารถประกอบการงานได้ โดยผู้กู้ยืมต้องแจ้งเรื่องขอระงับการเรียกให้ชำระหนี้ให้กองทุนพิจารณาตามหลักเกณฑ์
ผู้กู้ยืมต้องไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นผู้พิการหรือไม่ ถ้าได้รับมาแล้วให้นำใบรับรองแพทย์ไปทำบัตรคนพิการ หากอยู่ต่างจังหวัดให้ไปที่สำนักงานพัฒนาสังคมประจำจังหวัดที่ผู้กู้ยืมอยู่
ยื่นแบบฟอร์มหนังสือรับรองความสามารถการประกอบการงานของผู้พิการหรือทุพพลภาพ (กยศ.207) พร้อมแนบเอกสารหลักฐาน ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวผู้พิการ หนังสือรับรองแพทย์ที่เป็นปัจจุบัน โดยโรงพยาบาลระบุอาการความพิการโดยละเอียด

ผู้กู้ยืมที่ไม่สามารถไปที่ศาลตามหมายนัดได้ จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. มอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแทน   หรือ
  2. ขอให้กองทุนถอนฟ้อง โดยการชำระหนี้ปิดบัญชีและชำระค่าทนายความ และส่งเอกสารการชำระหนี้ และค่าทนายความเพื่อให้กองทุนถอนฟ้อง ทั้งนี้ การติดต่อ กยศ.จะต้องดำเนินการก่อนถึงวันที่ศาลนัดไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์

กองทุนจะมีหนังสือแจ้งภาระหนี้ ส่งไปถึงผู้กู้ยืม 1 ครั้ง ก่อนวันครบกำหนดชำระหนี้งวดแรก โดยจะส่งไปยังที่อยู่เดิมตามภูมิลำเนาของผู้กู้ยืม หรือตามที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์