คำถามที่พบบ่อย
จำนวนเงินดอกเบี้ยที่ปรากฏตามตาราง ได้คำนวณยอดไว้เป็นรายปี โดยนับจากวันที่ 5 ก.ค เป็นหลัก ดังนั้น หากการชำระหนี้ ที่ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 ก.ค หรือชำระหนี้หลังวันที่ 5 ก.ค. ของแต่ละปี ยอดดอกเบี้ยที่ต้องชำระจริงจะเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนวันที่มาชำระหนี้
ซึ่งมีวิธีการคำนวณดอกเบี้ย ดังนี้
วิธีคำนวณดอกเบี้ย ยอดหนี้คงเหลือ X 1% (อัตราดอกเบี้ย) หาร 365 วัน **เท่ากับอัตราดอกเบี้ยจะเดินเป็นรายวันจนกว่าเงินต้นจะหมด
หมายเหตุ การชำระหนี้ก่อนกำหนดจะไม่สามารถยึดการผ่อนจ่ายตามตารางได้ เนื่องจากในการคำนวณหนี้ในตารางได้กำหนดวันจ่ายที่ 5 ก.ค ของทุกปี และได้มีการคิดนวณดอกเบี้ยเรียบร้อยแล้วทุกปี กรณีที่ผู้กู้จ่ายก่อนจะทำให้มีดอกเบี้ยที่เกินขึ้นน้อยกว่าในตาราง ให้ผู้จ่ายยอดตามหน้าระบบแทน
กองทุนมีวิธีการคำนวณยอดแจ้งหักเงินเดือน ดังนี้
- สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่มีงวดการชำระเป็นรายปีกองทุนจะนำงวดชำระรายปี มาคำนวณเป็นรายเดือน โดยนำยอดหนี้ที่ต้องชำระในงวดปี หาร 12 เดือน โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีปัจจุบัน จนถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น
- สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่มีงวดการชำระเป็นรายเดือน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดี สัญญาประนีประนอมยอมความในศาล หรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ กองทุนจะแจ้งหักเงินเดือนตามจำนวนที่ได้ตกลงไว้ทุกเดือน จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น
ให้พนักงานหรือลูกจ้างติดต่อกองทุนโดยตรง ผ่านช่องทางการติดต่อขององค์กรนายจ้างเบอร์โทรศัพท์ 02-080-5099 หรือไลน์บัญชีทางการ กยศ.หักเงินเดือน หรืออีเมล [email protected] เพื่อให้เจ้าหน้าที่แจ้งรายละเอียดแก่ผู้กู้ยืมเงินในการเข้าสู่ระบบการหักเงินเดือนผ่านองค์กรนายจ้าง
แนวปฏิบัติสำหรับผู้กู้ยืมที่ถูกดำเนินคดี
กรณีที่ 1 หากผู้กู้ยืมประสงค์ให้ถอนฟ้อง
ผู้กู้ยืมต้องชำระหนี้ปิดบัญชี พร้อมจ่ายค่าทนาย และส่งหลักฐานการชำระหนี้ปิดบัญชีให้กองทุนพิจารณาถอนฟ้อง
01.ชำระหนี้ปิดบัญชี พร้อมค่าทนาย ดังนี้
1. ชำระหนี้เงินกู้ยืมที่ธนาคารกรุงไทย หรือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
2. ชำระค่าทนายความ 5,500 บาท ก่อนวันที่ศาลนัด 2 สัปดาห์ที่ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น
โดยชำระผ่านระบบ Teller Payment (กยศ. code : 9067) (กรอ. code : 92707)
02.ส่งหลักฐานการชำระหนี้ปิดบัญชี พร้อมแจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อกลับ ดังนี้
1. ใบเสร็จการชำระหนี้ปิดบัญชี กยศ. หรือ กรอ.
2. ใบเสร็จการชำระค่าทนายความ
“ผู้กู้ กยศ.” ส่งให้แก่ บริษัท กรุงไทยกฎหมาย จำกัด
Fax: 0 2261 3811 โทรศัพท์ 0 2261 3739 ต่อ 8778
“ผู้กู้ กรอ.” ส่งให้แก่ ฝ่ายคดีและบังคับคดี กยศ. ระบุ “ขอให้ถอนฟ้อง กรอ. หรือผู้กู้ยืมกลุ่มไกล่เกลี่ย”
Fax: 0 2016 4940 โทรศัพท์ 0 2016 4888 ต่อ 550 – 587
กรณีที่ 2 ผู้กู้ยืมที่ไม่สามารถชำระหนี้เพื่อถอนฟ้องได้ ผู้กู้และผู้ค้ำประกันทุกคนจะต้องไปศาล
01.เจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความในชั้นศาล กรณีที่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันไปตามที่ศาลนัดหมาย สามารถขอผ่อนชำระหนี้รายเดือนให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 9 ปี
02.กรณีที่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันไม่ไปตามที่ศาลนัด "ศาลจะสั่งพิพากษาชำระหนี้ทั้งจำนวน"
โดยจะส่งคำบังคับแจ้งให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นใน 30 วัน หลังจากได้รับคำสั่งศาล
สามารถทำได้ โดยจำนวนเงินที่เกินยอดหนี้ที่ต้องชำระในแต่ละงวด ระบบจะนำไปลดยอดเงินต้น แต่ไม่ได้นำไปลดยอดเงินที่ต้องชำระในงวดต่อไป กล่าวคือ ผู้กู้ยืมยังคงมีหน้าที่ต้องชำระเงินในงวดต่อไปเต็มตามจำนวนที่กำหนดในตารางผ่อนชำระหนี้ แต่เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปลดยอดเงินต้นในงวดสุดท้ายที่ผู้กู้ยืมจะต้องชำระ
ผู้กู้ยืมเงินสามารถตรวจสอบผลการชำระเงินได้ผ่านช่องทาง ดังนี้
1. ผ่านช่องทาง Mobile Application "กยศ. Connect" ได้ทั้งระบบปฎิบัติการ iOS และ Android
2. ผ่านทางเว็บไซต์ https://wsa.dsl.studentloan.or.th
สามารถเข้าใช้งานระบบ e-PaySLF ผ่านลิงก์การใช้งาน คลิก https://epayslf.studentloan.or.th/
ไม่สามารถดำเนินการได้ ผู้กู้ยืมจะต้องยื่นขอกู้ยืมเงินผ่านระบบ DSL ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 เป็นต้นไป
- การขอผ่อนผันการชำระหนี้สามารถทำได้แต่จะต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ทางกองทุนฯ กำหนด
รายละเอียดการผ่อนผันการชำระหนี้ https://www.studentloan.or.th/th/highlight/1548649297
- กองทุนส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากู้ยืม ให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันทราบ และขอให้มีการชำระหนี้ หากผู้กู้ยืมไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดอาจถูกดำเนินคดี
- บมจ.ธนาคารกรุงไทย ดำเนินการฟ้องคดีกับผู้กู้ยืม และผู้ค้ำประกันตามสัญญากู้ยืมเงิน (ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจะได้รับหมายศาล)
- เมื่อศาลมีหมายนัด ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันต้องไปตามนัด โดยในวันนัดจะมีการไกล่เกลี่ยประนีประนอม
- ศาลพิพากษา เมื่อศาลมีคำพิพากษา ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น
หากยังไม่มีการชำระหนี้ตามคำพิพากษา กองทุนจะส่งคำบังคับให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน และจะทำการยึดทรัพย์ตามกฎหมายต่อไป
ผู้กู้ยืมไม่มีเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาครั้งเดียวได้ ประสงค์จะผ่อนชำระ สามารถทำได้ตามความประสงค์ ในระหว่างที่กองทุนฯ ยังไม่ได้ดำเนินการบังคับคดี แต่หากกองทุนดำเนินการบังคับคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย ผู้กู้ยืมต้องรับสภาพการบังคับคดีนั้นตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษา
กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินมียอดค้างชำระ ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ต้องชำระยอดค้างด้วยตนเองตามช่องทางที่กองทุนกำหนด มิเช่นนั้นกองทุนอาจนำเงินที่ค้างชำระมารวมเพื่อแจ้งให้นายจ้างหักเงินเดือน
ให้หน่วยงาน (นายจ้าง) ไม่ต้องหักเงินเดือนของผู้กู้ยืมเงินรายนั้น แต่หน่วยงาน (นายจ้าง) ต้องแจ้งสาเหตุให้กองทุนทราบผ่านระบบ e-PaySLF
กรณีผู้กู้ยืมพ้นสภาพ/ลาออกแล้ว หรือย้ายหน่วยงาน นายจ้างสามารถกดเลือกไม่ได้นำส่งเงินพร้อมใส่สาเหตุ ข้อ 01 ผู้กู้ยืมพ้นสภาพการเป็นบุคลากรของหน่วยงาน เมื่อทำรายการเรียบร้อยแล้ว ให้กดบันทึกการแก้ไข กดยืนยันรายการหักเงินเดือน และกดตกลง
ไม่ต้องใช้หนังสือรับรองรายได้ หนังสือรับรองรายได้ จะใช้ในกรณีที่ไม่มีหนังสือรับรองเงินเดือนจากต้นสังกัด