Secondary

Languages

คำถามที่พบบ่อย

ส่งแบบเดียวกับที่หน่วยงานส่งภาษีเงินได้ไปยังกรมสรรพากร

การหักเงินเพื่อการชำระหนี้ กยศ. มีลำดับการหักที่ พ.ร.บ.กองทุน พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ซึ่งนายจ้างจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จะหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ กรณีจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ว่าเงินไม่เพียงพอ ส่วนการห้ามอายัดเงินลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,0000 บาทนั้น ไม่มีผลต่อการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. กองทุน พ.ศ. 2560

ให้นายจ้างแจ้งเหตุการลาออกในระบบจ่ายตรงเงินเดือนของกรมบัญชีกลาง หรือในระบบ e-PaySLF ของกรมสรรพกร แล้วแต่กรณี 

ผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกหักเงินเดือนหรือประกอบอาชีพอิสระ มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ด้วยตนเอง ผ่านช่องทางรับชำระหนี้เดิมตามที่กองทุน กำหนด ตามกำหนดระยะเวลาของสัญญา 

 

กรณีที่ 1 นายจ้างไม่สามารถหักและนำส่งผ่านระบบ e-Payslf  ให้นายจ้างแจ้งเป็นหนังสือขอเลื่อนการนำส่งเงินให้กองทุนฯ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่กองทุนฯ แจ้งข้อมูลผู้กู้ยืมเงินผ่านระบบ e-Payslf โดยกองทุนฯ จะขยายระยะเวลาให้ไม่เกิน 90 วัน

กรณีที่ 2 นายจ้างไม่สามารถหักเงินของผู้กู้ยืมบางรายได้  ให้นายจ้างนำส่งรายชื่อและจำนวนเงินของรายที่หักได้ พร้อมแจ้งรายละเอียดสำหรับรายที่ไม่สามารถหักได้ โดยต้องเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้

 

- ผู้กู้ยืมลาออก ถูกปลดออก ไล่ออก หรือโอนย้าย 

- ผู้กู้ยืมมีรายได้คงเหลือไม่พอหักเงินเพื่อชำระหนี้ (หลังหักรายการตามกฎหมาย)

- ผู้กู้ยืมลาโดยไม่ได้รับเงินเดือน 

- ผู้กู้ยืมได้รับโทษทางวินัยไม่ได้รับเงินเดือน 

- ผู้กู้ยืมเสียชีวิต 

- ผู้กู้ยืมชำระหนี้เสร็จสิ้น 

- ผู้กู้ยืมอยู่ระหว่างการศึกษา

- ผู้กู้ยืมไม่เป็นพนักงาน/ลูกจ้างของหน่วยงาน

- ผู้กู้ยืมมีสถานะพักการจ้างโดยไม่ได้รับเงินเดือน

เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ให้นายจ้างนำส่งเงินเป็น 0 บาท เว้นแต่เข้าเงื่อนไข “ผู้กู้ยืมมีรายได้คงเหลือไม่พอหักเงินเพื่อชำระหนี้ (หลังหักรายการตามกฎหมาย)” กรณีนี้ให้นายจ้างหักนำส่งเท่าจำนวนที่สามารถหักนำส่งได้จริง

 

ยังต้องถูกหักเงินเดือน เนื่องจากเป็นลูกหนี้ที่ต้องชำระเงินคืน และจะต้องจ่ายเงินตามยอดที่ได้ไกล่เกลี่ยกับศาลไว้แล้ว จำนวน 1,300 บาทต่อเดือน ตามระยะเวลาที่เหลือ

กองทุนจะหักเงินเดือนผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้ทุกกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชำระหนี้ปกติ กลุ่มผิดนัดชำระหนี้ กลุ่มไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี และกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีแล้ว

นายจ้างจะหักเงินเดือนของผู้กู้ยืมเพื่อชำระหนี้กองทุนฯ จนกว่าจะเสร็จสิ้นตามจำนวนเงินในสัญญา

 

กองทุนจะหักรายเดือนตามยอดปกติ หากผู้กู้ยืมมียอดค้างชำระเงินที่หักรายเดือนไปตัดในส่วนเบี้ยปรับค้างชำระ ดังนั้น ผู้กู้ยืมต้องดำเนินการชำระให้สถานะเป็นปกติก่อน เพื่อไม่ให้เกิดเบี้ยปรับค้างชำระ

หน่วยงานราชการที่มีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ/ลูกจ้าง ผ่านระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำของกรมบัญชีกลาง (e-Payroll) กองทุนจะมีหนังสือแจ้งถึงหัวหน้าหน่วยงานได้ทราบว่าข้าราชการรายใดที่มีเกณฑ์ต้องถูกหักเงินเดือนนำส่งกองทุน และทางกองทุนจะแจ้งรายชื่อไปที่กรมบัญชีกลางเพื่อทำการหักส่งกรมสรรพากร  

 

ผู้กู้ยืมต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ออกบังคับใช้ ซึ่งผู้กู้ยืมได้ให้ความยินยอมในสัญญากู้ยืมแล้ว และ พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ได้กำหนดไว้ใน มาตรา 51 ให้นายจ้างมีหน้าที่หักเงินเดือนของผู้กู้ยืมเพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนฯ

 

หักเป็นเงินจำนวนที่แน่นอน ตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญากู้ยืมเงินหรือข้อตกลงอื่น

กรณียังไม่เคยสมัครสมาชิก นายจ้างต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.rd.go.th คลิกไปที่ >> ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต >>

 ยื่นแบบภาษีประเภทอื่น >> สมัครสมาชิก >> กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนพร้อมยื่นเอกสารที่กรมสรรพากร

 

ให้นายจ้างแจ้งผู้กู้ยืมกลุ่มดังกล่าวให้ติดต่อกองทุนฯ โดยตรง

สำหรับในส่วนที่ผู้กู้ยืมชำระเพิ่มกองทุนฯ จะนำไปลดหนี้จากเงินต้นคงเหลือ จะทำให้ผู้กู้ยืมเสียดอกเบี้ยน้อยลงและหนี้หมดเร็วขึ้น แต่อัตรารายเดือนที่หักจะยังคงเป็นอัตราเดิม 

กยศ.จะมีหนังสือแจ้งมายืนยันว่าพนักงานเป็นผู้กู้ และเป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องหักเงินเดือนนำส่ง กยศ.