Secondary

Languages

คำถามที่พบบ่อย

 

  1. ผู้กู้ยืมเงินต้องชำระเงินกู้ยืม พร้อมทั้งดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดร้อยละ 1 ต่อปี โดยต้องคืน ให้กองทุนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับแต่วันที่ต้องเริ่มชำระหนี้
  2. ให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้งวดแรก ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม หลังจากครบระยะเวลาปลอดหนี้ 
  3. การชำระหนี้งวดต่อๆไปให้ผู้กู้ยืมเงินชำระเงินต้นคืน ตามอัตราผ่อนชำระที่กองทุนกำหนด พร้อมด้วยดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใด ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปีของเงินต้นที่คงค้าง ภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี
  4. หากผู้กู้ยืมเงินผิดนัดชำระหนี้ ผู้กู้ยืมเงินจะต้องชำระค่าปรับ หรือค่าธรรมเนียมจัดการกรณีผิดนัดชำระหนี้ตามอัตราที่กองทุนกำหนด
  5. ผู้กู้ยืมเงินที่มีความประสงค์จะขอชำระหนี้คืนก่อนครบกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ หรือก่อนครบระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี สามารถชำระคืนได้โดยไม่เสียดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใด

หมายเหตุ
(ก)ให้ผู้กู้ยืมเงินไปติดต่อแสดงตน ขอชำระหนี้ และเลือกวิธีการผ่อนชำระเป็นรายปี หรือรายเดือนกับผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมได้ทุกสาขาก่อนที่จะครบระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี
(ข)กรณีผู้กู้ยืมเงินยังอยู่ในระหว่างการศึกษา แต่ไม่ได้กู้ยืมในปีการศึกษาใด ต้องแจ้งสถานภาพการศึกษาต่อผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมโดยให้นำใบรับรองจากสถานศึกษา และเลขบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้กู้ไปแสดงทุกปีจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

หน่วยงานราชการที่มีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ/ลูกจ้าง ผ่านระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำของกรมบัญชีกลาง (e-Payroll) กองทุนจะมีหนังสือแจ้งถึงหัวหน้าหน่วยงานได้ทราบว่าข้าราชการรายใดที่มีเกณฑ์ต้องถูกหักเงินเดือนนำส่งกองทุน และทางกองทุนจะแจ้งรายชื่อไปที่กรมบัญชีกลางเพื่อทำการหักส่งกรมสรรพากร  

 

การพิจารณารายได้ต่อครอบครัว ให้พิจารณาจากรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่สามารถนำรายจ่ายอื่นๆ มาหักลบ

ให้นายจ้างแจ้งเหตุการลาออกในระบบจ่ายตรงเงินเดือนของกรมบัญชีกลาง หรือในระบบ e-PaySLF ของกรมสรรพกร แล้วแต่กรณี 

ผู้บริหารสถานศึกษาต้องแจ้งการเสียชีวิตของผู้กู้ยืมทันทีที่ทราบให้ บมจ.ธนาคารกรุงไทย / ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และส่งหลักฐานประกอบให้ธนาคารภายใน 7 วัน นับแต่วันที่แจ้งดังนี้

  1. สำเนาใบมรณะบัตร
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน (ประทับตราว่า “ตาย”)
  3. สำเนาบัตรประชาชนผู้กู้ยืม (ถ้ามี)

*สำเนาเอกสารทุกฉบับ ต้องรับรองสำเนาถูกต้องจากผู้ที่แจ้ง และนำส่งผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย และ/หรือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)

สามารถทำได้ โดยแบ่งชำระให้แล้วสร็จก่อนวันครบกำหนดชำระหนี้ประจำปี ที่ บมจ. ธนาคารกรุงไทย / ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ทุกสาขา ซึ่งยอดที่แบ่งชำระรวมแล้วเงินต้นจะต้องไม่น้อยกว่ายอดที่กำหนดให้ในแต่ละปี

แนวปฏิบัติสำหรับผู้กู้ยืมที่ถูกดำเนินคดี

กรณีที่ 1 หากผู้กู้ยืมประสงค์ให้ถอนฟ้อง

ผู้กู้ยืมต้องชำระหนี้ปิดบัญชี พร้อมจ่ายค่าทนาย และส่งหลักฐานการชำระหนี้ปิดบัญชีให้กองทุนพิจารณาถอนฟ้อง

01.ชำระหนี้ปิดบัญชี พร้อมค่าทนาย ดังนี้

1. ชำระหนี้เงินกู้ยืมที่ธนาคารกรุงไทย หรือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

2. ชำระค่าทนายความ 5,500 บาท ก่อนวันที่ศาลนัด 2 สัปดาห์ที่ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น

โดยชำระผ่านระบบ Teller Payment  (กยศ. code : 9067)   (กรอ. code : 92707)

02.ส่งหลักฐานการชำระหนี้ปิดบัญชี พร้อมแจ้งชื่อและเบอร์ติดต่อกลับ ดังนี้

1. ใบเสร็จการชำระหนี้ปิดบัญชี กยศ. หรือ กรอ.

2. ใบเสร็จการชำระค่าทนายความ

“ผู้กู้ กยศ.” ส่งให้แก่ บริษัท กรุงไทยกฎหมาย จำกัด

               Fax: 0 2261 3811 โทรศัพท์ 0 2261 3739 ต่อ 8778

“ผู้กู้ กรอ.” ส่งให้แก่ ฝ่ายคดีและบังคับคดี กยศ. ระบุ “ขอให้ถอนฟ้อง กรอ. หรือผู้กู้ยืมกลุ่มไกล่เกลี่ย”

               Fax: 0 2016 4940 โทรศัพท์ 0 2016 4888 ต่อ 550 – 587

 

กรณีที่ 2 ผู้กู้ยืมที่ไม่สามารถชำระหนี้เพื่อถอนฟ้องได้ ผู้กู้และผู้ค้ำประกันทุกคนจะต้องไปศาล

01.เจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความในชั้นศาล กรณีที่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันไปตามที่ศาลนัดหมาย สามารถขอผ่อนชำระหนี้รายเดือนให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 9 ปี

•กรณีบุคคลใดบุคคลหนี่งไม่สามารถไปศาลได้ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องให้บุคคลที่บรรลุ  นิติภาวะทำแทนได้

02.กรณีที่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันไม่ไปตามที่ศาลนัด "ศาลจะสั่งพิพากษาชำระหนี้ทั้งจำนวน"

โดยจะส่งคำบังคับแจ้งให้ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นใน 30 วัน หลังจากได้รับคำสั่งศาล

กรณีที่ผู้กู้ยืมได้รับคำบังคับจากศาล เนื่องจากผู้กู้ยืมไม่ได้ชำระหนี้จนถูกดำเนินคดีต่อศาล และไม่ได้ไปตามที่ศาลนัด ทำให้ศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมทั้งดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ผิดนัด ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลสั่งซึ่งรวมถึงค่าทนายความด้วย (โดยชำระหนี้ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา)

สำหรับในส่วนที่ผู้กู้ยืมชำระเพิ่มกองทุนฯ จะนำไปลดหนี้จากเงินต้นคงเหลือ จะทำให้ผู้กู้ยืมเสียดอกเบี้ยน้อยลงและหนี้หมดเร็วขึ้น แต่อัตรารายเดือนที่หักจะยังคงเป็นอัตราเดิม 

ผู้กู้ยืมสามารถตรวจสอบยอดหนี้ได้ 2 วิธี คือ

  1. ตรวจสอบยอดหนี้จากเว็บไซต์ของกองทุนฯ http://www.studentloan.or.th โดยผู้กู้ยืมสามารถตรวจ สอบยอดหนี้ ณ ปัจจุบันได้ด้วยตนเอง
  2. สามารถสอบถามยอดหนี้ที่ต้องชำระได้ที่หน้าเคาน์เตอร์ บมจ.ธนาคารกรุงไทย/ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม) ก่อนชำระคืนจะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากยอดหนี้ที่ได้รับแจ้งหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารฯ นั้น จะเป็นยอด ณ ปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการชำระหนี้ผู้กู้ยืมจะต้องเพิ่มเงินในส่วนของค่าบริการหรือค่าธรรมเนียม 10 บาท จากยอดที่จะต้องจ่ายไปด้วย เช่น ยอดที่จะต้องชำระหนี้ 1,000 บาท ผู้กู้ยืมจะต้องชำระหนี้ 1,010 บาท

  • ช่องทางและวิธีการชำระหนี้ ...คลิก

การหักเงินเพื่อการชำระหนี้ กยศ. มีลำดับการหักที่ พ.ร.บ.กองทุน พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ซึ่งนายจ้างจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จะหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่เป็นไปตามลำดับที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ กรณีจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ว่าเงินไม่เพียงพอ ส่วนการห้ามอายัดเงินลูกหนี้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,0000 บาทนั้น ไม่มีผลต่อการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. กองทุน พ.ศ. 2560

ไม่ต้องใช้หนังสือรับรองรายได้ หนังสือรับรองรายได้ จะใช้ในกรณีที่ไม่มีหนังสือรับรองเงินเดือนจากต้นสังกัด

กองทุนจะหักรายเดือนตามยอดปกติ หากผู้กู้ยืมมียอดค้างชำระเงินที่หักรายเดือนไปตัดในส่วนเบี้ยปรับค้างชำระ ดังนั้น ผู้กู้ยืมต้องดำเนินการชำระให้สถานะเป็นปกติก่อน เพื่อไม่ให้เกิดเบี้ยปรับค้างชำระ

1. เงินสด ชำระได้ที่สาขาของ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

2. ชำระโดยเช็คของธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยนำเช็คไปชำระยังสาขาที่เป็นผู้ออกเช็คนั้น

3. แคชเชียร์เช็คของทุกธนาคาร สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยนำแคชเชียร์เช็คไปชำระที่ธนาคารกรุงไทยหรือธนาคารออมสิน สาขาในกรุงเทพและปริมณฑล ก่อน 14.00 น.

4. ตั๋วแลกเงิน (demand draft) นำไปชำระ ณ สาขาของธนาคารกรุงไทยก่อน 14.00 น.

5. KTB-Corporate Online

6. ช่องทางการชำระหนี้ทางธนาคาร ดังนี้

 

หักเป็นเงินจำนวนที่แน่นอน ตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญากู้ยืมเงินหรือข้อตกลงอื่น

ผู้กู้ยืมไม่มีเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาครั้งเดียวได้ ประสงค์จะผ่อนชำระ สามารถทำได้ตามความประสงค์ ในระหว่างที่กองทุนฯ ยังไม่ได้ดำเนินการบังคับคดี  แต่หากกองทุนดำเนินการบังคับคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย ผู้กู้ยืมต้องรับสภาพการบังคับคดีนั้นตามจำนวนหนี้ในคำพิพากษา